ร้านประดับยนต์เชียงใหม่ - เชียงใหม่ประดับยนต์

 ร้านประดับยนต์เชียงใหม่ : แนะนำร้านประดับยนต์เชียงใหม่ - เชียงใหม่ประดับยนต์
 
ร้านประดับยนต์เชียงใหม่ - เชียงใหม่ประดับยนต์
 

ดีเซลเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ความรู้เกี่ยวกับ ดีเซลเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

Article : บทความยานยนต์

หมวดหมู่ บทความ : รอบรู้เรื่องรถ-การบำรุงรักษารถ

 

ดีเซลเทคโนโลยีแห่งอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 

 
 
เราต้องยอมรับกันว่า รถยนต์เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดมลภาวะด้านอากาศที่สำคัญที่สุดในมหานครใหญ่ๆ ของโลก รวมถึงกรุงเทพมหานคร ทุกบริษัทจึงต่างเร่งรัดพัฒนารถยนต์โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำลง ปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ใช้เซลล์เชื้อเพลิง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม รถยนต์เหล่านี้มีต้นทุนสูงมาก จึงยังไม่มีการนำมาใช้แพร่หลายในเชิงพาณิชย์ สำหรับในช่วงรอยต่อระหว่างปัจจุบันไปยังอนาคตนั้น ได้มีผู้นำเสนอเทคโนโลยีดีเซล ซึ่งเป็นผู้ร้ายในอดีต ให้แปลงโฉมมาเป็นพระเอกในอนาคต เทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2415 นาย Rudolph Diesel ชาวเยอรมัน ได้ประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบใหม่ซึ่งสามารถใช้น้ำมันที่มีคุณภาพต่ำลง โดยใช้วิธีอัดอากาศในห้องเผาไหม้ก่อน ทำให้มีอุณหภูมิสูงมาก เมื่อฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไป จะทำให้เกิดการจุดระเบิดโดยทันที 

ข้อดีของเครื่องยนต์ดีเซลมีหลายประการ
ประการแรก เครื่องยนต์ดีเซลมีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงมากกว่าเครื่องยนต์เบนซินเนื่องจากมีแรงดันมากกว่า 
ประการที่สอง เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลต้องทนทานต่อแรงกดอากาศสูงถึง 22 : 1 ทำให้ต้องออกแบบเสื้อสูบและฝาสูบให้แข็งแรงกว่า ดังนั้น เครื่องยนต์ดีเซลจึงทนทานมากกว่า กล่าวคือ มีอายุใช้งาน 300,000 - 1,000,000 กม. ขณะเครื่องยนต์เบนซินมีอายุการใช้งานเพียง 100,000 - 300,000 กม.
ประการที่สาม เครื่องยนต์ดีเซลไม่มีระบบจุดระเบิด ทำให้เครื่องยนต์มีความเรียบง่ายกว่าทั้งในการบำรุงรักษาและซ่อมแซม 

เราสามารถจำแนกเครื่องยนต์ดีเซลเป็นแบบ Direct Injection และ Indirect Injection โดยแบบ Direct Injection นั้น จะพ่นน้ำมันตรงเข้าไปยังด้านบนของกระบอกสูบ ขณะเครื่องยนต์แบบ Indirect Injection นั้น เชื้อเพลิงจะถูกฉีดไปยังห้องเล็กๆ ข้างห้องเผาไหม้ สำหรับเครื่องยนต์แบบ Direct Injection นั้น แม้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าและออกแบบเรียบง่ายกว่า แต่มีข้อเสีย คือ เสียงดัง เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ แต่ในระยะหลังมีการพัฒนาเทคโนโลยี Direct Injection ทำให้มีเสียงดังลดลงและเดินเรียบขึ้น โดยมีการฉีดน้ำมันออกมาเล็กน้อยก่อน จากนั้นจึงจะฉีดน้ำมันออกมาจำนวนมากในภายหลัง ปัญหาสำคัญของเครื่องยนต์ดีเซล คือ เดิมหัวฉีดทำงานโดยใช้พลังงานจากเพลาลูกเบี้ยว แต่เนื่องจากปั๊มน้ำมันทำงานโดยกำลังของเครื่องยนต์ ทำให้แรงดันของน้ำมันต่ำ เครื่องยนต์จึงทำงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ สำหรับนวัตกรรมใหม่จะเป็นระบบรางน้ำมันร่วม (Common Rail) ซึ่งจะควบคุมความแม่นยำของการไหลของเชื้อเพลิงโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะปั๊มน้ำมันความดันสูงอย่างต่อเนื่องในระดับ 1,400 เท่าของแรงดันของบรรยากาศ สามารถฉีดน้ำมันให้เกิดกระบวนการสันดาปที่เหมาะสมที่สุด ทำให้ประหยัดน้ำมัน ลดการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ และทำให้เครื่องยนต์เงียบลงเกือบเท่ากับเครื่องยนต์เบนซิน ขณะอัตราเร่งดีขึ้นมาก ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้เทคโนโลยี Common Rail ทำงานดีขึ้นไปอีก เป็นต้นว่า รถยนต์โอเปิลจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีชื่อว่า Ecotec ซึ่งพัฒนาการหมุนเวียนของอากาศไหลเข้าภายในห้องเผาไหม้โดยมีถึง 4 วาล์วต่อลูกสูบ ซึ่งในอนาคตเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 16 - 20 วาล์ว จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลจะประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์เบนซินถึง 30% จึงปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนมอนน็อกไซด์น้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซินตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม บางสถาบันไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ เป็นต้นว่า สำนักงานสิ่งแวดล้อมของสวีเดน ได้ศึกษาพบว่าแม้เครื่องยนต์ดีเซลจะกินน้ำมันต่ำกว่า แต่จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อน้ำมันแต่ละลิตรมากกว่า 15% ดังนั้น ผลสุทธิจึงไม่แตกต่างกันมากนัก

ปัญหาสำคัญที่สุดของเครื่องยนต์ดีเซล คือ ควันดำ ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลกลายเป็นผู้ร้ายในสังคม เนื่องจากคนทั่วไปมองว่ายิ่งเครื่องยนต์มีควันดำมาก ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น สำหรับเครื่องยนต์เบนซินแม้จะไม่มีควันดำ แต่ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนน็อกไซด์ซึ่งเรามองไม่เห็น นับว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เราสามารถแก้ไขปัญหาควันดำของเครื่องยนต์ดีเซลโดยใช้ไส้กรองเขม่า โดยบริษัทเปอร์โยต์ได้พัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งกินน้ำมันน้อยลง 20% และมีควันดำลดน้อยลง 40% เนื่องจากมีเครื่องกรองเขม่าทำด้วย Silicon Carbide มีลักษณะเป็นรูพรุน ซึ่งเปอโยตได้ขายสิทธิบัตรเครื่องกรองเขม่าแบบนี้แก่บริษัทอื่นๆ ด้วย จากการที่ราคาน้ำมันในยุโรปสูงมากเป็น 3 เท่าของในสหรัฐฯ การที่เครื่องยนต์ดีเซลกินน้ำมันน้อยกว่าเบนซิน 30% จึงเป็นข้อได้เปรียบ ประกอบกับน้ำมันดีเซลในยุโรปมีราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซินมากถึง 20% เนื่องจากมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่ำกว่าเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า ทำให้สัดส่วนการใช้เครื่องยนต์ดีเซลในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป จากเดิม 21.7% ในปี 2540 เป็น 32.7% ในปี 2543 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มเป็น 50% ในปี 2548 โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเบลเยี่ยมมีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล และบรรดากลุ่มลูกค้าหนุ่มสาวจะนิยมชมชอบเครื่องยนต์ดีเซลมากเป็นพิเศษ

สำหรับในประเทศไทยนั้น เครื่องยนต์ดีเซลกับประเทศไทยแทบจะเรียกว่าเป็นของคู่กัน เนื่องจากรถยนต์ปิกอัพซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด ปัจจุบันเป็นการแข่งขันกันระหว่างเทคโนโลยี Direct Injection ของค่ายอีซูซุ ซึ่งประหยัดน้ำมันมากกว่า กับเทคโนโลยีIndirect Injection ของค่ายรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งมีข้อดี คือ เครื่องยนต์เดินเรียบกว่า อีซูซุประสบความสำเร็จเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ครองตำแหน่งอันดับ 1 อย่างเด็ดขาด เนื่องจากในยุคน้ำมันแพง ประชาชนต้องการประหยัดน้ำมัน ความนิยมอย่างท่วมท้นในเทคโนโลยี Direct Injection ทำให้ค่ายอื่นๆ ต้องหันมาใช้เทคโนโลยีนี้บ้าง มิฉะนั้นจะถูกอีซูซุทิ้งห่าง โดยโตโยต้ามีแผนจะเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ นอกจากจะใช้เทคโนโลยี Direct Injection แล้ว ยังนำเทคโนโลยี Common Rail มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนนิสสันก็จะเปิดตัวเครื่องยนต์ใหม่แบบ Direct Injection เช่นกัน คงเหลือแต่ค่ายฟอร์ด มาสด้า และมิตชูบิชิ เท่านั้นที่ยังไม่มีเครื่องยนต์ดีเซลแบบ Direct Injection สุดท้ายนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การผลิตเครื่องยนต์ดีเซลได้เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ จากเดิม 20 - 30% ในปี 2532 เป็น 50% เมื่อปี 2535 และเพิ่มขึ้นอีกเป็นมากกว่า 70% นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ความจริงแล้วการเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หากคนไม่รู้เรื่องจะเห็นว่าทำง่าย แต่ความจริงแล้วทำยากมาก ต้องใช้เวลายาวนาน เช่น การจะผลิตเพลาข้อเหวี่ยงรถยนต์เพียงแค่ชิ้นเดียวนั้น นอกจากจะต้องมีเทคโนโลยีแล้ว จะต้องลงทุนนับพันล้านบาท เพื่อติดตั้งเครื่องทุบขึ้นรูปโลหะ (Forging) ขนาดใหญ่ถึง 6,000 ตัน เราต้องตระหนักว่าการเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศจะต้องลงทุนจำนวนมาก ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วจะผลิตได้เอง

ในอดีตเมื่อประมาณ 70 ปีมาแล้ว ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ แต่ติดขัดเงินลงทุน ได้พยายามจะผลิตชิ้นส่วนเพลาข้อเหวี่ยงโดยใช้การหล่อโลหะแทนการทุบขึ้นรูป แต่ชิ้นส่วนเพลาข้อเหวี่ยงที่ผลิตได้ไม่แข็งแรงเพียงพอ เมื่อรถแล่นไปไม่ไกลนัก เพลาก็หักแล้ว สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงรถยนต์ญี่ปุ่นในขณะนั้นมาก เดิมประเทศไทยเผชิญปัญหาพื้นฐานที่แก้ไม่ตก คือ การประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) ของการผลิตเครื่องยนต์จะสูงกว่าการผลิตรถยนต์มาก โดยกรณีของรถยนต์จะต้องผลิตอย่างต่ำ 100,000 คัน/ปี ขณะที่โรงงานผลิตเครื่องยนต์สมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่ใช่แค่ขันน็อตชิ้นส่วนนั้น จะต้องมีขนาดขั้นต่ำสูงถึง 500,000 เครื่อง/ปี ถึงจะมีต้นทุนการผลิตต่ำแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ซึ่งแต่ละบริษัทผลิตเครื่องยนต์ไม่ถึง 100,000 เครื่อง/ปี ด้วยซ้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประสานงานกับผู้ผลิตเครื่องยนต์เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน โดยโตโยต้าผลิตเสื้อสูบ นิสสันผลิตฝาสูบ และอีซูซุผลิตเพลาข้อเหวี่ยง (Crank Shaft) และก้านสูบ (Connecting Rod) แล้วนำมาแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนซึ่งกันและกัน ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากหากแต่ละบริษัทตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนของตนเองทุกอย่างแล้ว แต่ละบริษัทจะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านบาท จากความร่วมมือกันนี้ ทำให้การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากจะผลิตเครื่องยนต์เพื่อติดตั้งกับรถยนต์ประกอบในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลด้วย แต่ปริมาณการส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลยังไม่มากเท่าใดนัก โดยครึ่งแรกของปี 2544 ส่งออกประมาณ 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันเฟสแรกของการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยนับว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ แต่เราต้องไม่หลงไหลไปกับความสำเร็จดังกล่าว โดยจะต้องเร่งก้าวไปสู่เฟสที่ 2 ซึ่งเป็นการนำความรู้เข้ามาใช้มากขึ้น เราควรจะพัฒนาประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ออกแบบ วิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อจำหน่ายในประเทศเท่านั้น แต่เพื่อเป็นฐานสำคัญของการผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต 
 
 


อ่าน : 6205  ครั้ง

 


Tag : เทคโนโลยียานยนต์: ประหยัดพลังงาน: บำรุงรักษารถยนต์

Rating :

บทความหมายเลข 40 | คะแนน Rating: 1.9/5 ดาว (จากจำนวนโหวต 74 votes)

ร่วมเป็นแฟนเพจกับเรา ! กด like เพื่อติดตามข่าวสารดีๆ
จาก chiangmai-cardec.com กดเลยนะครับ !!!!!

แสดงความคิดเห็น ผ่าน Facebook

( กรุณา Login Facebook ก่อนแสดงความคิดเห็นครับ )

 

 

เรื่องแนะนำ 

 
 

  รอบรู้เรื่องรถ-การบำรุงรักษารถ 

ความสำคัญของการบำรุงรักษารถยนต์

view : 2394

ประกันภัยรถยนต์ สำคัญอย่างไร

view : 1952

วิธีการดูแลรถใหม่ รถป้ายแดง

view : 2383

การขับรถด้วยเกียร์อัตโนมัติ หรือ เกียร์ออโต้

view : 3411

การใช้เกียร์อัตโนมัติ

view : 2290

ไฟท้ายรถยนต์ในอนาคต

view : 1849

แบตเตอรี่รถยนต์ คืออะไร ความหมายแบตเตอรี่รถยนต์ หน้าที่แบตเตอรี่รถยนต์

view : 3033

ขับรถทางตรงผ่านสี่แยก ต้องเปิดไฟผ่าหมากหรือไม่

view : 4172

การดูแลรักษาเบาะรถยนต์

view : 4392

การรักษาขอบยางกระจกรถยนต์

view : 5816

การดูแลรถสีขาว ให้ดูงามตา

view : 5358

วิธีล้างห้องเครื่องรถให้เงางาม

view : 8429

วิธีการกำจัดกลิ่นอับในรถยนต์

view : 5023

ใบปัดน้ำฝน และการดูแลที่ปัดน้ำฝน รถยนต์

view : 6196

การทำ ดีเอ็นเอ รถยนต์ หยุดโจรกรรมรถ

view : 4100













ข้อมูลเว็บไซต์

ข่าวสารยานยนต์

ธุรกิจยานยนต์

ติดต่อเรา

ติดต่อโฆษณา์กับทางเรา
โทรศัพท์ : 086-5876444
อีเมล์ : cardeccm@gmail.com
 Home    l    About us    l    Contact us
© สงวนลิขสิทธิ์ 2557 chiangmai-cardec.com